เด็กเขียนตัวอักษรกลับด้าน เป็นเพราะอะไร แก้ได้อย่างไร?

บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน โดย ม.มหิดล บทความอาจยาวหน่อยแต่ถ้าท่านมีลูกที่เขียนหนังสือกลับด้านซ้ายขวา หรือกลับหัวกลับหาง อ่านบทความนี้รับรองว่ามีประโยชน์กับท่านและเด็กๆแน่นอนครับ

เด็กเขียนตัวอักษรกลับด้าน เป็นเพราะอะไร แก้ได้อย่างไร?

เด็กเขียนตัวอักษรกลับด้านเป็นเพราะอะไร?

คำตอบ การเขียนตัวอักษรกลับด้านนั้น เป็นความบกพร่องของความสามารถในการรับรู้ตำแหน่ง ซึ่งมักพบมากในเด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ หรือ (LD) และเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น (ADHD)


แก้ไขได้อย่างไร?

คำตอบ 
1. เให้เด็กๆออกกำลังกายโดยการเล่นกีฬา เช่น ว่ายน้ำ เตะบอล ปั่นจักรยาน เล่นบ้านบอล เล่นสนามเด็กเล่น หรือการเล่นเครื่องเล่นปีนป่าย เป็นต้น ซึ่งเด็กเหล่านี้จะสามารถคงสมาธิให้จดจ่อได้ดี
2. ให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายสัมพันธ์กับการใช้สายตา เช่น การร้อยเชือกรองเท้า การติดกระดุม การตักอาหารเข้าปาก การเดินบนทางแคบหรือข้ามสิ่งกีดขวาง การเล่นของเล่นจำพวกที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น ใช้คีมคีบของในอ่างน้ำ  เล่นปาบอลให้ถูกเป้าหมาย เล่นเกมลากเส้นเขาวงกต  เป็นต้น


ตัวหนังสือกลับด้าน


บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน โดย ม.มหิดล บทความอาจยาวหน่อยแต่ถ้าท่านมีลูกที่เขียนหนังสือกลับด้านซ้ายขวา หรือกลับหัวกลับหาง อ่านบทความนี้รับรองว่ามีประโยชน์กับท่านและเด็กๆแน่นอนครับ


==========================

ในวัยเด็กระดับอนุบาลหรือวัยเริ่มต้นเขียน คุณครูและผู้ปกครองอาจจะสังเกตเห็นปัญหาเมื่อเด็กต้องเริ่มฝึกการใช้ดินสอและเขียนตัวอักษรมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการจับดินสอไม่เหมาะสม การออกแรงในการเขียนไม่เหมาะสม การเขียนเว้นช่องไฟไม่ถูกต้อง การเขียนตัวหนังสือสลับผิดตำแหน่ง และโดยเฉพาะปัญหาด้านการเขียนตัวอักษรกลับด้าน เช่น เขียน ถ เป็น ภ, ด เป็น ค เป็นต้น ซึ่งปัญหาเล็ก ๆ เหล่านี้ อาจทำให้เด็กสื่อสารผ่านการเขียนผิดเพี้ยนไปได้ นักกิจกรรมมีคำตอบเพื่ออธิบายปัญหาเหล่านี้

การรับรู้ทางสายตา หรือ Visual perception เป็นการอธิบายเกี่ยวกับทักษะความสามารถของเด็กที่ได้รับข้อมูลผ่านสิ่งที่มองเห็นโดยสามารถแปลผลข้อมูล และรู้ความหมายของข้อมูลนั้นได้ ซึ่งการรับรู้ทางสายตาสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทหลัก(1) คือ


ประเภทที่ 1 Object perception คือการรับรู้เกี่ยวกับวัตถุ และผสานการทำงานกับสมอง ประกอบด้วย


  1. Form constancy คือ การจดจำและแยกแยะรูปทรง ไม่ว่าจะอยู่ในทิศทางใด หรือมีขนาดเท่าไหร่
  2. Visual closure คือ การแยกแยะวัตถุถึงแม้จะอยู่ในภาพที่ไม่สมบูรณ์
  3. Figure ground perception คือ การแยกแยะภาพหรือวัตถุออกจากพื้นหลังที่ปะปนกันอยู่



ประเภทที่ 2 Spatial perception คือ การรับรู้ตำแหน่งของวัตถุที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย


  1. Position in space คือ การแยกแยะตำแหน่งของวัตถุ เช่น ใน นอก บน ล่าง หน้า หลัง ซ้าย ขวา
  2. Spatial relation คือ การรับรูปความสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง
  3. Depth perception คือ การกะระยะ รับรู้ความลึก การเอื้อมมือไปคว้าสิ่งของอย่างแม่นยำ
  4. Topographic orientation การจดจำความสัมพันธ์ของสถานที่ การเชื่อมโยงแผนที่
  5. สำหรับการเขียนตัวอักษรกลับด้านนั้น เป็นความบกพร่องของความสามารถในการรับรู้ตำแหน่ง หรือ Position in space จากข้อความด้านบนได้อธิบายความหมายของการรับรู้ตำแหน่งไว้ว่า เด็กต้องสามารถแยกแยะตำแหน่งของวัตถุ เช่น ใน นอก บน ล่าง หน้า หลัง ซ้าย ขวาได้ ซึ่งหากบกพร่องในส่วนนี้ จะส่งผลให้เด็กมีความยากลำบากในการรับรู้ตำแหน่งที่สัมพันธ์กันของวัตถุ เขียนตัวอักษรกลับหัวกลับข้างหรือเขียนเหมือนส่องกระจก(2) ซึ่งมีส่วนทำให้เด็กไม่สามารถอ่านแผนที่ อ่านแผนภาพ และเขียนตัวอักษรได้อย่างถูกต้อง  ปัญหาเหล่านี้ มักพบมากในเด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ หรือ Learning Disability (LD) และเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น หรือ Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD)


เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ หรือ Learning Disability (LD) เด็กกลุ่มนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มบกพร่องด้านการอ่าน (Dyslexia) กลุ่มบกพร่องด้านการคิดคำนวณ (Dyscalculia) และกลุ่มบกพร่องด้านการเขียน (Dysgraphia) ในเด็กที่บกพร่องด้านการเขียน หรือ Dysgraphia คือเด็กที่มีพฤติกรรมเขียนอักษรเบี้ยว เขียนไม่ตรงบรรทัด เขียนขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน เขียนเรียงลำดับอักษรเพื่อประกอบคำผิด เขียนเว้นวรรคไม่เหมาะสม และที่พบได้บ่อย คือ เขียนตัวอักษรกลับด้าน ปัญหาเหล่านี้มีผลมาจากความบกพร่องของกระบวนการการเรียนรู้ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมด้านการเขียน

ส่วนเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น หรือ Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) มีงานวิจัยพบว่าในเด็กปกติกับเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นนั้นจะมีความยากลำบากในการจดจ่อ และคงความสนใจเพื่อจดจำรายละเอียดของข้อมูลมากกว่าเด็กปกติ ส่งผลต่อทักษะในการจัดการข้อมูลที่ได้รับจากการเรียน สับสนตัวอักษรง่าย ๆ ที่คล้ายกัน เช่น b, d, p ทำให้เกิดความผิดพลาดในการลอกตัวอักษร ลอกรูปทรงเรขาคณิต และในเด็กบางรายที่มีความบกพร่องในเรื่องสหสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวร่วมด้วย เด็กจะมีความยากลำบากในการทำงานที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น การใช้มีดตัดอาหาร การใช้ดินสอเขียน รวมถึงการวาดภาพด้วย(3)

ตามพัฒนาการในเด็ก ความสามารถด้านการรับรู้ตำแหน่ง หรือ Position in space เด็กจะสามารถเริ่มรับรู้ตำแหน่งจากแนวตั้งไปแนวนอน จากนั้นจะเริ่มรับรู้ในแนวเฉียงหรือแนวทแยงมุม พัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถแยกแยะความแตกต่างของภาพกลับหัวได้ ดังนั้นเด็กควรได้รับการส่งเสริมเพื่อพัฒนาการที่ดีในส่วนนี้ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน หรือตั้งแต่คุณครู และผู้ปกครองสังเกตเห็นความผิดปกติเมื่อเด็กเขียนตัวอักษรไม่เหมาะสม โดยพัฒนาการของเด็กจะพัฒนาไปในทางที่ดีได้เด็กต้องอาศัยประสบการณ์ที่ได้รับจากการเล่น การเรียนรู้ที่เปิดกว้างเหมาะสมกับวัย โดยมีผู้ปกครอง และคุณครูช่วยให้คำแนะนำ ส่งเสริมอุปกรณ์ จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับเด็ก


แนวทางการส่งเสริมทางกิจกรรมบำบัด

กิจกรรมสลายพลังงาน

สำหรับแนวทางทางกิจกรรมบำบัดที่ใช้เพื่อพัฒนาทักษะของเด็กกลุ่มนี้ นักกิจกรรมบำบัดต้องทำการประเมินเพื่อรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบประเมินมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น Motor-Free Visual Perception Test-third edition (MVPT-3)  หรือ Developmental Test of Visual Perception- second edition (DTVP-2) แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาที่เฉพาะเจาะจงต่อเด็ก และวางเป้าหมายร่วมกับครอบครัว เพื่อวางแผนในการฝึกฝนเด็กให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในที่นี้ขอแนะนำวิธีการพัฒนาทักษะหรือช่วยแก้ไขปัญหาการเขียนกลับด้านของเด็กผ่านกิจกรรมการเล่น หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันสำหรับผู้ปกครอง ดังนี้

ในเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้ทางสายตา (Visual perception) มักจะมีปัญหาด้านการใช้สายตาจดจ่อ (Visual attention) ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ (Hyperactive) ส่งผลให้เด็กรับข้อมูลได้ไม่ครบถ้วนดังนั้นควรเริ่มจากการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกาย เพื่อให้เด็กพร้อมที่จะจดจ่อต่อการทำกิจกรรมการเรียนรู้ในด้านอื่น โดยให้กิจกรรมสลายพลังงาน (Physical activity) ยกตัวอย่าง เช่น การออกกำลังกายที่เหมาะสมตามวัย ไม่ว่าจะเป็น ว่ายน้ำ เตะบอล ปั่นจักรยาน เล่นบ้านบอล เล่นสนามเด็กเล่น หรือการเล่นเครื่องเล่นปีนป่าย เป็นต้น ซึ่งเด็กเหล่านี้จะสามารถคงสมาธิให้จดจ่อได้ดี ส่งผลให้การทำงานของกระบวนการจดจำข้อมูล และการประมวลผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น(4)


กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายสัมพันธ์กับการใช้สายตา

เมื่อเด็กสามารถควบคุมตนเองให้จดจ่อต่อการทำกิจกรรมได้ดีขึ้น จะเริ่มให้เด็กทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายสัมพันธ์กับการใช้สายตา (eye-motor coordination) โดยให้เด็กฝึกควบคุมร่างกายให้เคลื่อนไหว (Motor control) ไปพร้อมกับการใช้สายตาจดจ่อ (Visual attention) เพื่อเชื่อมโยงไปถึงการฝึกทักษะเกี่ยวกับการลอกงาน ที่เด็กจะต้องใช้สายตาในการรับข้อมูลรูปภาพ และแสดงออกผ่านการเขียนด้วยการเคลื่อนไหวแขน และมือให้สัมพันธ์กัน ตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะนี้ เช่น  ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็น การร้อยเชือกรองเท้า การติดกระดุม การตักอาหารเข้าปาก การเดินบนทางแคบหรือข้ามสิ่งกีดขวาง การเล่นของเล่นจำพวกที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น ใช้คีมคีบของในอ่างน้ำ  เล่นปาบอลให้ถูกเป้าหมาย เล่นเกมลากเส้นเขาวงกต  เป็นต้น

จากนั้นจะพิจารณากิจกรรมที่เฉพาะเจาะจงต่อปัญหาของเด็กมากขึ้น ตามที่กล่าวข้างต้นของบทความนี้ เด็กที่มีปัญหาการเขียนอักษรกลับด้าน เกิดจากความบกพร่องในการรับ และแปลผลข้อมูลเกี่ยวกับการรับรู้ตำแหน่ง หรือ Position in space ดังนั้นกิจกรรมที่ควรให้ คือ

กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักความหมายของทิศทางง่าย ๆ ก่อน  เช่น การสอนคำศัพท์ที่สัมพันธ์กับตำแหน่งในชีวิตประจำวัน บอกให้เด็กช่วยนำของไปวางบนโต๊ะ ใต้เก้าอี้ ข้างตู้ โดยให้เด็กสังเกต และลองผิดลองถูกด้วยตนเองก่อน จากนั้นผู้ปกครองจึงช่วยแนะนำ หรือชมเชยผ่านการกระทำเหล่านั้น
ส่งเสริมผ่านการเรียนรู้ที่เสมือนการเขียน หรือเสมือนการมองภาพในกระดาษมากขึ้น เช่นการหาภาพที่เหมือนภาพตัวอย่าง การแยกภาพที่ต่างจากพวก เป็นต้น เพื่อให้เด็กแยกแยะภาพผ่านการสังเกต โดยเริ่มจากภาพการ์ตูนจนไปถึงภาพตัวอักษรที่ซับซ้อนขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความสามารถด้านการเขียนของเด็กเท่านั้น ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ และพัฒนาทักษะของตนเองได้ดี ต้องอาศัยปัจจัยส่งเสริมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น แรงสนับสนุนที่เหมาะสมจากคุณครู หรือผู้ปกครอง โดยการชมเชยเมื่อเด็กทำถูก และคอยสอนแทนการดุเมื่อเด็กทำผิด  เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ สนับสนุนโอกาสให้เด็กได้เล่นเกมเล่นของเล่นที่ช่วยพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม และที่สำคัญคือ เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะอย่างสม่ำเสมอ การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอนั้นจะช่วยให้เด็กมั่นใจในข้อมูลที่ตนได้รับ ส่งผลให้เด็กกล้าคิดกล้าตัดสินใจ และกล้าแสดงออกมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ต่อไป


 เรียบเรียงโดย ก.บ. พรประพิมพ์  โปธา

==========================

เอกสารอ้างอิง

นนทิชา ถาวรไพบูลย์บุตร. กรอบอ้างอิงการรับรู้ทางสายตา (Visual Perception Frame of Reference). วารสารกิจกรรมบำบัด. 2555 September-October 3;17(3):25-9.
นิศาชล ชมเชย, สุจิตรพร เลอศิลป์, สรินยา ศรีเพชราวุธ, สุภาพร ชินชัย. ประสิทธิผลของโปรแกรมการบำบัดการรับรู้ทางสายตาในนักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3. Bull Chiang Mai Assoc Med Sci. 2558 September 3;48(3):222-30.
Ahmetoglu E. A Comparative Study on the Visual Perceptions of Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorder. J APPL SCI. 2008;8(5):830-5.
Jennifer I. Gapin JDL, Jennifer L. Etnier. The effect of Physical activity on attention deficit hyperactive disorder symptoms. ELSEVIER. 2011 June 1;52:S70-S4.







Tutor Ferry

Author & Editor

รับสอนพิเศษที่บ้าน เรียนพิเศษตัวต่อตัวที่บ้านกับติวเตอร์คุณภาพ รับประกันผลและความพอใจ 100% เรียนก่อนจ่ายทีหลังสะดวกมั่นใจได้

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น